Metaverse คืออะไร?

ภาคภูมิ เกิดปราบ
| 29 min read

Metaverse คืออะไรนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ต ได้มีนวนิยาย ภาพยนตร์ และวิดีโอเกมหลายเรื่องที่นำเสนอทางเลือกการใช้ชีวิตเสมือนจริงผ่านเครือข่ายที่เชื่อมโยงถึงกัน หลังจากเริ่มเป็นที่นิยมในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ปัจจุบัน Metaverse ก็ได้รับความสนใจอีกครั้งในวงการเทคโนโลยี กล่าวโดยสรุป Metaverse หมายถึงโลกเสมือนจริงที่ผู้ใช้สามารถมีปฏิสัมพันธ์ สร้างสรรค์ และมีส่วนร่วมในประสบการณ์แบบเสมือนจริงได้

Metaverse จะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร และมีผลต่อคริปโตเคอเรนซีและ NFT อย่างไรบ้าง ในบทความนี้ เราจะสำรวจแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับ Metaverse โดยพิจารณาจากจุดเริ่มต้น ลักษณะสำคัญและผลกระทบต่อสังคม ตั้งแต่เครือข่ายแบบกระจายศูนย์ไปจนถึงเศรษฐกิจเสมือนจริง ครอบคลุมไปถึงแง่มุมสำคัญของภาพรวมดิจิทัลที่กำลังพัฒนานี้ เพื่อให้คำตอบที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับคำถามว่า “Metaverse คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร”

คำว่า “Metaverse” หมายความว่าอย่างไร?


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “Metaverse” (เมตาเวิร์ส) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในกระแสหลัก ซึ่งดึงดูดจินตนาการของทั้งผู้คลั่งไคล้เทคโนโลยีและผู้คนทั่วไป โดยนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อ Neal Stephenson ได้บัญญัติคำนี้ขึ้นในนวนิยายเรื่อง “Snow Crash” เมื่อปี 1992 แนวคิดของ Metaverse ได้พัฒนาจากโลกเสมือนจริงในนิยายไปสู่วิสัยทัศน์ที่เป็นรูปธรรมของอนาคต

ปัจจุบัน Metaverse หมายถึงพื้นที่เสมือนจริงที่ครอบคลุมสภาพแวดล้อมทั้งหมด ผสานโลกเสมือนจริงเข้ากับโลกจริง รวมถึงอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกัน โดยเป็นจุดรวมของความเป็นจริงทางดิจิทัลและกายภาพที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับผู้อื่นและวัตถุดิจิทัลได้แบบเรียลไทม์

Snow crash

แนวคิดนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ รวมถึง Facebook (ปัจจุบันคือ Meta) ซึ่งประกาศเปลี่ยนชื่อแบรนด์ในเดือนตุลาคม 2021 เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการสร้าง Metaverse ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น Microsoft, Google และ Epic Games ก็แสดงความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับ Metaverse เช่นกัน

ความสนใจที่เพิ่มขึ้นใน Metaverse ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการเทคโนโลยีเท่านั้น แต่สถาบันการเงิน บริษัทบันเทิง และแม้แต่รัฐบาลก็กำลังสำรวจการใช้งานที่เป็นไปได้และผลกระทบของโลกเสมือนนี้ ส่งผลให้การพูดคุยเกี่ยวกับ Metaverse เป็นที่แพร่หลายในสื่อกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งช่วยกำหนดการรับรู้ของผู้คนและกระตุ้นความอยากรู้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของ Metaverse

Metaverse ทำงานอย่างไร?


หลังจากอธิบายพื้นฐานและสถานการณ์ปัจจุบันของ Metaverse ไปแล้ว เรามาสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของ Metaverse กัน โดย Metaverse ทำงานผ่านการผสมผสานของเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) ควบคู่ไปกับบล็อกเชน รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีใหม่ๆ อื่น ๆ ผู้ใช้เข้าถึง Metaverse ผ่านฮาร์ดแวร์พิเศษ เช่น ชุดหูฟัง VR หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม

ใน Metaverse ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับสภาพแวดล้อม สร้างคอนเทนต์ ซื้อขายทรัพย์สินเสมือนจริง เข้าร่วมกิจกรรมและอื่นๆ อีกมากมาย โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรากฐานอาศัยเครือข่ายแบบกระจายศูนย์เพื่อให้แน่ใจถึงความปลอดภัย ความสมบูรณ์ และความคงอยู่ของโลกเสมือนจริง

Metaverse

กระบวนการการทำงานของ Metaverse เริ่มต้นด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่ดึงดูดใจ ซึ่งผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับทรัพย์สินดิจิทัลแบบเรียลไทม์ สภาพแวดล้อมเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มเสมือนจริงที่ใช้ประโยชน์จากกราฟิกขั้นสูงและเทคโนโลยีการ render เพื่อสร้างโลกที่สมจริงและเหนือจินตนาการ ผู้ใช้ท่องไปในพื้นที่เสมือนจริงเหล่านี้โดยใช้ avatar ดิจิทัลที่ปรับแต่งได้ ซึ่งเป็นตัวแทนดิจิทัลภายใน Metaverse

หนึ่งในลักษณะสำคัญของ Metaverse คือความกระจายศูนย์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยบล็อกเชนทำให้สามารถแลกเปลี่ยนทรัพย์สินดิจิทัล บันทึกความเป็นเจ้าของ และการทำธุรกรรมอย่างปลอดภัยและโปร่งใสให้เป็นไปได้ การกระจายอำนาจนี้ทำให้ผู้ใช้มีความเป็นอิสระ ความปลอดภัย และควบคุมทรัพย์สินดิจิทัลได้มากขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่ยังคงลังเลกับการลงทุนคริปโตอื่น ๆ อย่าง Bitcoin ยังน่าลงทุนอยู่ไหม? หรือเหรียญมีมที่กำลังมาแรงในขณะนี้

นอกจากนี้ Metaverse ยังส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการทำงานร่วมกันผ่านชุมชนเสมือนจริงและกิจกรรมต่างๆ ผู้ใช้สามารถสื่อสารแบบเรียลไทม์ เข้าร่วมกิจกรรมเสมือนจริง และทำงานร่วมกันในโครงการต่างๆ ภายใน Metaverse ยิ่งไปกว่านั้น Metaverse ยังมอบโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการค้าเสมือนจริง การซื้อขายทรัพย์สินดิจิทัล และการสร้างสินค้าและบริการเสมือนจริงอีกด้วย

ลักษณะเฉพาะที่สำคัญของ Metaverse


Metaverse มีความโดดเด่นด้วยชุดคุณสมบัติและฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงการใช้การกระจายอำนาจ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Avatars และสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เพื่อทำความเข้าใจลักษณะที่ทำให้ Metaverse เป็น Metaverse ได้ดียิ่งขึ้น เรามาสำรวจลักษณะเด่นหลักกันก่อน

การกระจายอำนาจ

การกระจายอำนาจเป็นคุณลักษณะหลักของ Metaverse ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าไม่มีหน่วยงานใดมีอำนาจควบคุมสภาพแวดล้อมเสมือนจริงทั้งหมด เทคโนโลยีบล็อกเชนมีบทบาทสำคัญในการบรรลุการกระจายอำนาจ โดยช่วยให้การทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer การตรวจสอบความเป็นเจ้าของ และกลไกการกำกับดูแลเป็นไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง

ยกตัวอย่างเช่น Decentraland ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงชื่อดัง ใช้บล็อกเชนเพื่อให้ผู้ใช้เป็นเจ้าของที่ดิน มีสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียง และควบคุมสินทรัพย์ในโลกดังกล่าวได้ ซึ่งช่วยสร้างระบบนิเวศที่มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง

Decentraland

Avatars

Avatars เป็นตัวแทนดิจิทัลของผู้ใช้ภายใน Metaverse ผู้ใช้สามารถปรับแต่ง avatar ตามตัวตน ความชอบ และบุคลิกของตนเอง Avatars ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและประสบการณ์เสมือนจริงภายในสภาพแวดล้อมเสมือน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้แสดงออกและมีส่วนร่วมกับผู้อื่นได้

ยกตัวอย่างเช่น VRChat ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มความเป็นจริงเสมือนยอดนิยม ที่ผู้ใช้สามารถสร้างและปรับแต่ง avatar เพื่อท่องไปในพื้นที่เสมือน เข้าร่วมกิจกรรม และพูดคุยกับผู้ร่วมงานคนอื่นๆ Avatars ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ แต่ยังช่วยสร้างความรู้สึกถึงการมีตัวตนและความเป็นเจ้าของในชุมชนเสมือนอีกด้วย

ประสบการณ์แบบเสมือนจริง

ประสบการณ์แบบเสมือนจริงเป็นเอกลักษณ์ของ Metaverse ที่มีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์และโต้ตอบกับผู้ใช้ ตั้งแต่คอนเสิร์ตและนิทรรศการศิลปะเสมือนจริง ไปจนถึงการจำลองเพื่อการศึกษาและการประชุมทางธุรกิจ Metaverse มอบประสบการณ์ที่หลากหลายและดึงดูดใจ

ยกตัวอย่างเช่น คอนเสิร์ตในเกม Fortnite ซึ่งมีศิลปินชื่อดังอย่าง Travis Scott และ Marshmello ดึงดูดผู้เล่นหลายล้านคนทั่วโลก เป็นการผสมผสานอย่างสร้างสรรค์ระหว่างดนตรี เกม และความเป็นจริงเสมือน งานอีเว้นท์ที่ดึงดูดใจเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Metaverse ในการปฏิวัติวงการบันเทิง การศึกษา และการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในระดับโลก

การใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์)

ปัญญาประดิษฐ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสมจริงของ Metaverse โดยขับเคลื่อน NPC (ตัวละครที่ไม่ใช่ผู้เล่น) ผู้ช่วยส่วนตัว เครื่องมือสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติและอื่น ๆ อัลกอริทึมของ AI ยังมีส่วนในการสร้างโลกที่มีชีวิตชีวา การปรับตัวของเกมการเล่นและประสบการณ์ส่วนบุคคล

ยกตัวอย่างเช่น แชทบอทขับเคลื่อนด้วย AI ในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงอย่าง Second Life ช่วยเหลือผู้ใช้ในการนำทาง การเรียกข้อมูล และการโต้ตอบทางโซเชียล ช่วยเพิ่มประสบการณ์โดยรวมของผู้ใช้ นอกจากนี้ เครื่องมือสร้างคอนเทนต์ด้วย AI ยังช่วยให้ผู้สร้างสามารถสร้างสภาพแวดล้อม ตัวละคร และเนื้อเรื่องที่ดูสมจริง ช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดใจของ Metaverse ให้มากยิ่งขึ้น

Second Life

ระบบเศรษฐกิจของผู้สร้าง

Metaverse ส่งเสริมเศรษฐกิจของผู้สร้างที่มีชีวิตชีวา ซึ่งผู้ใช้สามารถสร้างรายได้จากทักษะ การสร้างสรรค์และประสบการณ์ของตน ผู้สร้างสามารถขายสินค้าเสมือนจริง เสนอบริการ จัดกิจกรรม และมีส่วนร่วมกับผู้ชม เปิดช่องทางใหม่สำหรับการเป็นผู้ประกอบการและการแสดงออกของตนเอง

ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มเกมอย่าง Minecraft ช่วยให้ผู้ใช้ออกแบบและขายไอเท็มเสมือนจริง สร้างโหมดเกมที่กำหนดเองและจัดงานเสมือนจริงได้ ส่งเสริมระบบนิเวศที่มีชีวิตชีวาของผู้สร้างและผู้บริโภค เศรษฐกิจของผู้สร้างภายใน Metaverse ไม่เพียงแต่มอบโอกาสทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมมือ และนวัตกรรมในระดับโลกอีกด้วย

ความคงทน (Persistence)

ความคงทนทำให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใน Metaverse จะคงอยู่ตลอดเวลา ช่วยให้เกิดความต่อเนื่องและการมีส่วนร่วมในระยะยาว เทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยอำนวยความสะดวกในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทรัพยากรดิจิทัลที่จำกัด และธุรกรรมที่ตรวจสอบได้ ทำให้มั่นใจว่าการมีส่วนร่วมของผู้ใช้จะถูกเก็บรักษาและยอมรับ

ตัวอย่างเช่น Cryptovoxels (Voxels) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโลกเสมือนที่สร้างบนบล็อกเชน Ethereum ใช้ประโยชน์จากบล็อกเชนเพื่อให้มั่นใจว่ามีการถือครองที่ดินอย่างถาวรและโอนย้ายทรัพย์สินระหว่างแพลตฟอร์มได้ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้าง ซื้อขาย และแสดงผลงานดิจิทัลได้อย่างราบรื่น แนวคิดของความคงทนภายใน Metaverse เสริมแนวคิดของการเป็นเจ้าของดิจิทัล และส่งเสริมความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือในหมู่ผู้ใช้

จะเข้าถึง Metaverse ได้อย่างไร?


การเข้าถึง Metaverse เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เมื่อพูดถึงฮาร์ดแวร์ ผู้ใช้มักต้องใช้อุปกรณ์ที่รองรับแอปพลิเคชัน Virtual Reality (VR) หรือ Augmented Reality (AR) เช่น ชุดหูฟัง VR แว่นตา AR หรือคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังพร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วงที่เข้ากันได้

เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนยอดนิยม ได้แก่ ชุดหูฟังอย่าง Oculus Rift, Meta Quest 3 และ PlayStation VR ซึ่งมอบประสบการณ์เสมือนจริง ในขณะที่แว่นตา AR อย่าง Microsoft HoloLens และ Magic Leap จะให้ปฏิสัมพันธ์แบบผสมผสานความจริง นอกจากนี้ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่มีความสามารถ AR ก็สามารถใช้เป็นจุดเข้าสู่ Metaverse ได้เช่นกัน Apple ก็เปิดตัวชุดหูฟัง VR ของตัวเองที่ชื่อ “Vision Pro” เมื่อต้นปีนี้ และได้เริ่มสำรวจวิธีการนำการเทรดคริปโตเข้าสู่ Metaverse แล้ว

แว่น AR

นอกจากฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ก็มีบทบาทสำคัญในการเข้าถึง Metaverse เช่นกัน โดยมีโลกเสมือนจริง แพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชันต่างๆ ที่นำเสนอประสบการณ์แบบเสมือนจริง แพลตฟอร์มอย่าง Decentraland, Cryptovoxels และ Roblox มีสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับผู้อื่น รวมทั้งสร้างหรือซื้อทรัพย์สินดิจิทัลได้

แอปพลิเคชัน Social VR อย่าง VRChat และ AltspaceVR ทำให้ผู้ใช้สามารถสังสรรค์ เข้าร่วมกิจกรรม และสำรวจคอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้น นอกจากนี้ แพลตฟอร์มบนเว็บอย่าง Spatial และ Mozilla Hubs ยังมีการเข้าถึงพื้นที่เสมือนจริงผ่านเบราว์เซอร์ ทำให้ Metaverse เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ชมกลุ่มใหญ่

การเข้าถึง Metaverse ฟรีหรือไม่?

การเข้าถึง Metaverse มีความแตกต่างกันในแง่ของค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับความต้องการด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แม้ว่าบางแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันจะให้การเข้าถึงฟรีพร้อมคุณสมบัติพื้นฐาน แต่บางแพลตฟอร์มอาจต้องซื้อแพ็คเกจพรีเมียม ทรัพย์สินดิจิทัล หรือที่ดินเสมือนจริงเพื่อให้เข้าถึงได้อย่างเต็มที่และเพิ่มประสบการณ์ นอกจากนี้ คุณอาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่ใช้

ตัวอย่างเช่น Decentraland ให้การเข้าถึงโลกเสมือนจริงฟรี แต่ผู้ใช้จะต้องซื้อโทเค็น MANA เพื่อให้ได้ที่ดิน ไอเท็ม และสินทรัพย์อื่น ๆ ภายในแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ คุณจะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายของชุดหูฟัง VR ค่าธรรมเนียมการสมัครสมาชิก และการซื้อในแอปที่อาจใช้สำหรับการเข้าถึงประสบการณ์และแอปพลิเคชันบางอย่าง

ปัจจุบัน ชุดหูฟัง Quest 3 ของ Meta เริ่มต้นที่ราคา $500, HTC Vive $450 และ Apple Vision Pro มีราคาขายปลีกมากกว่า $3,400 เมื่อเทคโนโลยีเริ่มพัฒนาขึ้นพร้อมกับต้นทุนการผลิตที่ลดลง ราคาของชุดหูฟังก็น่าจะลดลงอย่างมาก

Metaverse มีหน้าตาเป็นอย่างไรในตอนนี้?


ภาพปัจจุบันของ Metaverse มีลักษณะเป็นการผสมผสานระหว่าง Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่มอบประสบการณ์ดิจิทัลแบบเสมือนจริง แม้ว่าแนวคิดของ Metaverse จะยังคงอยู่ในช่วงพัฒนา แต่ก็มีตัวอย่างในโลกแห่งความเป็นจริงที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม

ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Fortnite ซึ่งเป็นเกมออนไลน์แนว multiplayer ยอดนิยมที่พัฒนาโดย Epic Games คอนเสิร์ตเสมือนจริงในเกม Fortnite เช่น คอนเสิร์ตของศิลปิน Travis Scott ในปี 2020 ดึงดูดผู้เล่นหลายล้านคนที่มาสัมผัสการผสมผสานที่สร้างสรรค์ระหว่างเพลง การเล่นเกม และความเป็นจริงเสมือน งานอีเว้นท์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Metaverse สามารถนำไปใช้เพื่อความบันเทิงและการชุมนุมทางสังคมในวงกว้างได้อย่างไร คุณสามารถอ่านคู่มือของเราเพื่อค้นหาเกม Web3 ชั้นนำที่คล้ายกับ Fortnite เพิ่มเติมได้

ในวงการแฟชั่นแบรนด์หรูอย่าง Gucci ได้เปิดตัวรองเท้าผ้าใบเสมือนจริงของตัวเองในราคา $17.99 บนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีแฟชั่นแบบ AR ที่เรียกว่า Wanna ผู้ใช้สามารถลองสวมรองเท้าผ้าใบเสมือนจริงโดยใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบโต้ตอบที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกดิจิทัลเริ่มเลือนรางไป โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าแบรนด์กำลังสำรวจวิธีการที่เป็นนวัตกรรมเพื่อดึงดูดผู้บริโภคและผลักดันยอดขายใน Metaverse

อีกตัวอย่างหนึ่งมาจากโลกการศึกษา ที่แพลตฟอร์มอย่าง Minecraft ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างสถานที่ประวัติศาสตร์และช่วยให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้แบบเสมือนจริง ตัวอย่างเช่น โครงการ Block by Block ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติและ Mojang Studios มีเป้าหมายเพื่อเสริมพลังให้ชุมชนโดยเปิดโอกาสให้ออกแบบและสร้างพื้นที่สาธารณะภายในเกม ผู้เข้าร่วมสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือการสร้างสรรค์ของ Minecraft ในการทำงานร่วมกันในโครงการสถาปัตยกรรมและวาดภาพสภาพแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการศึกษาของ Metaverse

real world vs minecraft

ในภาคธุรกิจ แพลตฟอร์มความเป็นจริงเสมือนอย่าง Spatial ได้รับความนิยมสำหรับการทำงานร่วมกันและการสื่อสารทางไกล Spatial อนุญาตให้ผู้ใช้ประชุมในพื้นที่เสมือนแบ่งปันเอกสาร และโต้ตอบกับโมเดล 3 มิติได้แบบเรียลไทม์ ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานทางไกลที่เสมือนจริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทอย่าง Pfizer และ Mattel ได้ใช้ Spatial สำหรับการประชุมทีม การออกแบบผลิตภัณฑ์ และงานอีเว้นท์เสมือนจริง ซึ่งเน้นย้ำถึงการใช้เทคโนโลยี Metaverse ที่เพิ่มขึ้นในสภาพแวดล้อมขององค์กร

โดยรวมแล้ว ตัวอย่างเหล่านี้นำเสนอภาพรวมของการประยุกต์ใช้ Metaverse อย่างหลากหลายในด้านความบันเทิง แฟชั่น การศึกษา และธุรกิจ เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าต่อไปและมีบริษัทมากขึ้นที่ใช้ประสบการณ์เสมือนจริง Metaverse ก็พร้อมที่จะกลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตดิจิทัลของเรา ซึ่งมอบความเป็นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัดสำหรับความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการเชื่อมต่อ

ทำไมคริปโตถึงมีความสำคัญมากใน Metaverse?


คริปโตเคอเรนซีมีบทบาทสำคัญใน Metaverse โดยทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมอย่างราบรื่นภายในสภาพแวดล้อมเสมือน ณ ใจกลางของการบูรณาการนี้คือเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นรากฐานสำหรับระบบกระจายอำนาจ ธุรกรรมที่ปลอดภัย และความเป็นเจ้าของ

หนึ่งในหน้าที่หลักของคริปโตเคอเรนซีใน Metaverse คือใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนทรัพย์สินดิจิทัล สินค้าเสมือนจริง และบริการ ในโลกเสมือนจริงอย่าง Decentraland และ Cryptovoxels ผู้ใช้สามารถใช้คริปโตเคอเรนซีอย่าง Ethereum (ETH) หรือโทเค็นเฉพาะในเกมอย่าง MANA ซื้อที่ดิน อวาตาร์ เสื้อผ้าเสมือน และสินค้าดิจิทัลอื่นๆ โดยธุรกรรมเหล่านี้จะดำเนินการบนเครือข่ายบล็อกเชน ซึ่งช่วยให้มั่นใจในความโปร่งใส ความไม่เปลี่ยนแปลง และความปลอดภัย

นอกจากนี้ คริปโตเคอร์เรนซียังเปิดใช้งานการสร้างและซื้อขาย Non-Fungible Tokens (NFT) ซึ่งเป็นทรัพย์สินดิจิทัลที่ไม่เหมือนใครที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของหรือหลักฐานยืนยันความแท้จริงสำหรับสินค้าต่างๆ เช่น งานศิลปะ ของสะสม และอสังหาริมทรัพย์เสมือนจริง ตลาด NFT อย่าง OpenSea และ Rarible ได้เติบโตใน Metaverse ช่วยให้ผู้สร้างสามารถโทเคนผลงานและผู้ซื้อได้ครอบครองสินทรัพย์ดิจิทัลที่หายากและมีค่า

โดยทั่วไป โปรโตคอล Decentralized Finance (DeFi) มีบทบาทสำคัญใน Metaverse โดยจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสำหรับการกู้ยืม การให้กู้ยืม และการรับดอกเบี้ยจากทรัพย์สินดิจิทัล แพลตฟอร์มอย่าง Aave และ Compound ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์จากการถือครองคริปโตเคอร์เรนซีเป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืมหรือได้รับรายได้แบบ Passive Income ผ่าน Yield Farming และการจัดหาสภาพคล่อง บริการ DeFi เหล่านี้เพิ่มระบบทางการเงินของ Metaverse ช่วยให้ผู้ใช้มีวิธีเพิ่มเติมในการโต้ตอบกับทรัพย์สินดิจิทัลและมีส่วนร่วมในกิจกรรม decentralized finance

นอกจากนี้ คริปโตยังช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างแพลตฟอร์มและระบบนิเวศเสมือนต่างๆ ภายใน Metaverse ด้วยมาตรฐานบล็อกเชนอย่าง ERC-20 ผู้ใช้สามารถโอนทรัพย์สินและข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชันและเกมต่างๆ ได้อย่างราบรื่น โดยไม่คำนึงถึงโปรโตคอลที่ใช้ ความสามารถในการทำงานร่วมกันนี้ช่วยเพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้และส่งเสริมนวัตกรรมภายใน Metaverse โดยเปิดใช้งานการโต้ตอบและการทำงานร่วมกันแบบข้ามแพลตฟอร์ม

โดยสรุป บล็อกเชนทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของ Metaverse ซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เปิดใช้งานความเป็นเจ้าของดิจิทัล และส่งเสริมนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เมื่อ Metaverse ยังคงพัฒนาและขยายตัวต่อไป คริปโตจะยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้ใช้และผู้สร้างสรรค์

VR มีบทบาทอย่างไรใน Metaverse?


Virtual reality (VR) เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Metaverse เนื่องจากมอบประสบการณ์เสมือนจริงที่ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ เทคโนโลยี ชุดหูฟัง และตัวควบคุมการเคลื่อนไหวของ VR ช่วยให้คุณก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลที่จำลองหรือสร้างใหม่ทั้งหมดจากพื้นที่จริง ใน Metaverse VR ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความรู้สึกทางภาพและเสียงเท่านั้น แต่ยังให้ความรู้สึกสัมผัสแบบจับต้องได้และเพิ่มความสมจริงให้กับการปฏิสัมพันธ์อีกด้วย

เมื่อ VR ก้าวหน้าขึ้น ก็จะช่วยลบเส้นแบ่งระหว่างโลกดิจิทัลและโลกกายภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ให้ประสบการณ์ที่ราบรื่นและเป็นธรรมชาติมากขึ้น บริษัทอย่าง Meta, Apple และ HTC กำลังอยู่แนวหน้าในการผลักดันขีดจำกัดของสิ่งที่ VR สามารถทำได้ใน Metaverse ทำให้มีประสิทธิภาพและดึงดูดใจมากขึ้นสำหรับผู้ชมทั่วโลก

Metaverse จะถูกใช้เพื่ออะไรในอนาคต?


Metaverse มีกรณีการใช้งานในอนาคตที่หลากหลายมาก ครอบคลุมตั้งแต่การช้อปปิ้ง การดูแลสุขภาพ การเล่นเกม ไปจนถึงการศึกษา เรามาดูประเด็นเหล่านี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกัน

การช้อปปิ้งใน Metaverse

ในอนาคต การช้อปปิ้งใน Metaverse จะเปลี่ยนโฉมจากรถเข็นช้อปปิ้งออนไลน์และรูปภาพสินค้า ไปสู่ประสบการณ์เชิงโต้ตอบและทางสังคม แบรนด์ดังอย่าง Nike และ Gucci ได้เริ่มทดลองร้านค้าเสมือนจริงที่ผู้ใช้สามารถลองสวมเสื้อผ้าหรือรองเท้าดิจิทัลบน avatar ก่อนซื้อสินค้าจริงแล้ว

จากที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ Gucci ขายรองเท้าผ้าใบราคา $17.99 บน Metaverse โดยแบรนด์ต่างๆ มีแนวโน้มที่จะนำบริการที่คล้ายกันมาใช้ในอนาคต

การเล่นเกมใน Metaverse

สำหรับการเล่นเกมใน Metaverse มีแนวโน้มว่าจะก้าวล้ำจากขอบเขตหน้าจอในปัจจุบันไปสู่ประสบการณ์ที่ล้ำลึกยิ่งขึ้น เกมยอดนิยมอย่าง Fortnite กำลังบุกเบิกการเปลี่ยนแปลงนี้ สร้างโลกกว้างใหญ่ที่การเล่นเกมเป็นเพียงหนึ่งในแง่มุมของประสบการณ์ผู้ใช้ แต่ยังมีความบันเทิงและการช้อปปิ้งที่ใช้เพื่อดึงดูดผู้เล่นอีกด้วย

เกมใน Metaverse ในอนาคต อาจรวมถึงการโต้ตอบแบบเต็มตัว โดยทุกการเคลื่อนไหวในเกมจะมีระดับความเสมือนจริงที่การเล่นเกมด้วยจอยสติ๊กปกติทำไม่ได้

การดูแลสุขภาพใน Metaverse

Metaverse มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนรูปแบบการดูแลสุขภาพด้วยการให้คำปรึกษาทางไกล การผ่าตัดเสมือนจริง และโปรแกรมการฝึกอบรมทางการแพทย์ที่ใช้ VR เพื่อจำลองการผ่าตัดจริง ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ด้อยบริการ และยกระดับการฝึกฝนของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ให้ได้ฝึกฝนเทคนิคในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและควบคุมได้

การศึกษาใน Metaverse

การประยุกต์ใช้ด้านการศึกษาใน Metaverse นั้นมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยห้องเรียนเสมือนจริงสามารถจำลองและส่งเสริมการเรียนรู้แบบตัวต่อตัว เปิดโอกาสให้นักเรียนจากทั่วโลกมีปฏิสัมพันธ์เสมือนอยู่ในห้องเดียวกัน การจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ การจำลองทางวิทยาศาสตร์ และการทัศนศึกษาเสมือนจริง ล้วนน่าสนใจมากขึ้น มอบประสบการณ์การเรียนรู้แบบเสมือนจริงที่ทำไม่ได้ในปัจจุบัน

Web3 กับ Metaverse เหมือนกันหรือไม่?


แม้จะมีการใช้แทนกันในสื่อกระแสหลัก แต่ Web3 และ Metaverse ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน Web3 หมายถึงบริการอินเทอร์เน็ตรุ่นที่สามสำหรับเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ผสานแนวคิด เช่น การกระจายอำนาจ เทคโนโลยีบล็อกเชน และระบบเศรษฐกิจแบบโทเค็น ทำให้การลงทุนในคริปโตปลอดภัยซึ่งแสดงถึงการเคลื่อนไหวไปสู่อินเทอร์เน็ตที่เน้นความเป็นส่วนตัวและเป็นเจ้าของโดยผู้ใช้มากขึ้น

ในทางกลับกัน Metaverse เป็นพื้นที่เสมือนจริงร่วมกันที่สร้างขึ้นจากการรวมตัวกันของความจริงทางกายภาพและดิจิทัลเสมือนจริง โดยให้ความรู้สึกของความต่อเนื่องและการมีอยู่จริงแบบเรียลไทม์โดยไม่คำนึงถึงการมีอยู่ของผู้ใช้ แม้ว่า Metaverse จะใช้เทคโนโลยี Web3 หลายอย่าง แต่ก็มุ่งเน้นไปที่การสร้างโลกที่เป็นจริงแบบเสมือนและมีปฏิสัมพันธ์มากกว่า

การทำความเข้าใจความแตกต่างและความเชื่อมโยงระหว่าง Web3 และ Metaverse เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากทั้งสองอย่างมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของการปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัล เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้พัฒนาขึ้น เส้นทางของทั้งสองจะทับซ้อนกันมากขึ้นเรื่อย ๆ นำไปสู่ความเป็นไปได้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราโต้ตอบกับโลกดิจิทัลอย่างสิ้นเชิง

บริษัทชั้นนำใน Metaverse


Metaverse กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมีบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเป็นผู้นำในการพัฒนาและเติบโต มาดูผู้เล่นหลักในพื้นที่นี้กันโดยย่อ

  1. Meta Platforms (เดิมชื่อ Facebook): Meta ภายใต้การนำของ Mark Zuckerberg ได้ลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) และการพัฒนา Metaverse ด้วยชุดหูฟัง Oculus และ Meta Quest และโครงการอย่าง Horizon Worlds โดย Meta มีเป้าหมายที่จะสร้างประสบการณ์ทางสังคมแบบเสมือนจริงภายใน MetaverseMeta
  2. Roblox: Roblox เป็นแพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้น ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและสร้างรายได้จากเกมและประสบการณ์ของตนเอง ด้วยผู้ใช้ที่ใช้งานอยู่หลายล้านคน Roblox ได้สร้างตัวเองให้เป็นผู้เล่นหลักใน Metaverse ที่เน้นการเล่นเกม
  3. Epic Games: Epic Games ผู้สร้างเกมยอดนิยม Fortnite กำลังขยายการมีอยู่ใน Metaverse ด้วยโครงการอย่าง Unreal Engine และแพลตฟอร์ม Metaverse Builder คอนเสิร์ตและอีเว้นท์เสมือนจริงใน Fortnite ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประสบการณ์แบบเสมือนจริงภายใน Metaverse
  4. Google: Google ได้ค้นหาโอกาสใน Metaverse อย่างกระตือรือร้น โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) ด้วยโครงการต่างๆ เช่น Google Earth VR และ Google Arts & Culture Google กำลังวางรากฐานสำหรับประสบการณ์เสมือนจริงและมีส่วนร่วมภายใน Metaverse
  5. Decentraland: Decentraland เป็นโลกเสมือนจริงแบบกระจายอำนาจที่สร้างบนบล็อกเชน Ethereum ซึ่งผู้ใช้สามารถซื้อ ขาย และสร้างบนที่ดินเสมือนได้ โดยนำเสนอแพลตฟอร์มสำหรับสร้างและสัมผัสคอนเทนต์แบบโต้ตอบที่หลากหลายภายใน Metaverse

Metaverse ข้อดี ข้อเสีย


เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่เปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ Metaverse ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ต่อไปนี้คือข้อดีและข้อเสียของความก้าวหน้าที่ปฏิวัติวงการนี้

ข้อดี:

เริ่มจากข้อดี Metaverse มีข้อดีที่อาจเกิดขึ้นได้หลายประการ ได้แก่

  • ประสบการณ์เสมือนจริง: Metaverse มอบสภาพแวดล้อมดิจิทัลเสมือนจริงและมีปฏิสัมพันธ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมกับคอนเทนต์และผู้ใช้อื่นๆ ในรูปแบบใหม่ๆ
  • การเชื่อมต่อระดับโลก: Metaverse ช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อและการทำงานร่วมกันระหว่างผู้คนจากทั่วโลก ทำลายอุปสรรคทางภูมิศาสตร์และสร้างชุมชนระดับโลก
  • โอกาสทางเศรษฐกิจ: Metaverse มอบโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้สร้าง นักพัฒนา และผู้ประกอบการในการสร้างรายได้จากทักษะ การสร้างสรรค์ และประสบการณ์ของตนผ่านสินค้า บริการ และอีเวนต์เสมือนจริง
  • นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์: Metaverse ส่งเสริมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์โดยมีแพลตฟอร์มสำหรับการทดลองและสำรวจในหลากหลายสาขา ทั้งเกม ความบันเทิง การศึกษา และธุรกิจ

ข้อด้อย:

ในแง่ของข้อเสีย Metaverse ก็มีความท้าทายและข้อเสียบางประการ

  • การเข้าถึง: การเข้าถึง Metaverse อาจถูกจำกัดด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ราคาที่จับต้องได้ และความรู้ดิจิทัล ซึ่งอาจทำให้ความไม่เท่าเทียมที่มีอยู่รุนแรงขึ้น
  • ข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย: การรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลภายใน Metaverse ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และความเป็นเจ้าของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์
  • การเสพติด: การจมดิ่งมากเกินไปใน Metaverse อาจนำไปสู่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเสพติดดิจิทัล การแยกตัวทางสังคม และสุขภาพจิต คล้ายกับที่เห็นจากการใช้โซเชียลมีเดียและการเล่นเกมออนไลน์เป็นเวลานาน
  • ปัญหาด้านกฎระเบียบและกฎหมาย: ลักษณะที่กระจายอำนาจและทั่วโลกของ Metaverse ก่อให้เกิดความท้าทายในแง่ของกฎระเบียบ ขอบเขตอำนาจ และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ ทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์เสมือน

ข้อดีและข้อเสียของ Metaverse

Metaverse แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างข้อดีและข้อเสีย ซึ่งกำหนดผลกระทบที่มีต่อสังคมและปัจเจกบุคคล ในแง่หนึ่ง Metaverse มอบประสบการณ์เสมือนจริง การเชื่อมต่อทั่วโลก และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินไปกับสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เชื่อมต่อกับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ผ่านการปรับแต่งอวตารและศิลปะ นอกจากนี้ Metaverse ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับการเป็นผู้ประกอบการ นวัตกรรม และการศึกษา

อย่างไรก็ตาม Metaverse มาพร้อมกับความท้าทายของตัวเองเช่นกัน ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และความเสี่ยงที่จะหลุดจากความเป็นจริงและเสพติดล้วนเป็นข้อเสียที่สำคัญที่อาจขัดขวางการนำ Metaverse ไปใช้อย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนในการกำกับดูแลและข้อจำกัดทางเทคนิคอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการเข้าถึงของ Metaverse สำหรับผู้ใช้ทุกคน

Metaverse จะเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างไร?


ถ้า Metaverse ได้รับการพัฒนาจนสามารถใช้งานได้อย่างแพร่หลายในสังคม ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อด้านต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งรวมถึง

  1. ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม: Metaverse จะปฏิวัติรูปแบบการสังสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกันของผู้คน โดยมีวิธีการใหม่ๆ ในการเชื่อมต่อและโต้ตอบกับผู้อื่นในพื้นที่เสมือน
  2. ความบันเทิงและสื่อ: Metaverse จะเปลี่ยนโฉมความบันเทิงและการบริโภคสื่อ โดยมีประสบการณ์เสมือนจริง เช่น คอนเสิร์ตเสมือนจริง กิจกรรม และการเล่าเรื่องแบบโต้ตอบกันได้
  3. การศึกษาและการฝึกอบรม: Metaverse จะปรับรูปแบบการศึกษาและการฝึกอบรม โดยมีห้องเรียนเสมือนจริง การจำลอง และประสบการณ์การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติที่ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและการเข้าถึง
  4. สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ: Metaverse จะเปลี่ยนโฉมพื้นที่ค้าปลีกและธุรกิจ ด้วยการเปิดใช้งานหน้าร้านเสมือนจริง ตลาดดิจิทัล และสภาพแวดล้อมการทำงานระยะไกล ที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกกายภาพและโลกดิจิทัลเลือนรางไป

บทสรุป – Metaverse จะอยู่ต่อไปได้หรือไม่?


Metaverse แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในวิธีที่เราโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมดิจิทัล โดยมีโลกเสมือนจริงที่เชื่อมโยงถึงกันและยั่งยืน ด้วยศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความบันเทิง การศึกษา พาณิชยกรรมและอื่นๆ Metaverse จึงเข้ามาและอยู่ต่อไปอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่จะต้องอาศัยการแก้ไขความท้าทายต่างๆ รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึง ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยและการกำกับดูแล เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าต่อไปและสังคมปรับตัวต่อความเป็นจริงในยุคดิจิทัลใหม่ Metaverse จะมีบทบาทสำคัญอย่างแน่นอนในการกำหนดอนาคตของประสบการณ์มนุษย์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Metaverse

Metaverse คืออะไรอธิบายง่ายๆ?

ความหมายของ Metaverse คือพื้นที่เสมือนที่สร้างขึ้นจากการบรรจบกันของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับผู้อื่นและสภาพแวดล้อมดิจิทัลแบบเรียลไทม์

จุดประสงค์ของ Metaverse คืออะไร?

จุดประสงค์ของ Metaverse คือเพื่อให้พื้นที่เสมือนที่ผู้ใช้สามารถสังสรรค์ ทำงาน เล่น และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ คล้ายกับโลกแห่งความเป็นจริง

ทุกคนสามารถเข้าถึง Metaverse ได้หรือไม่?

แม้ว่า Metaverse สามารถเข้าถึงได้โดยทุกคนที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ แต่ระดับของการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่างๆ เช่น ความสามารถในการจ่าย ข้อจำกัดของแพลตฟอร์ม และการเข้าถึงเทคโนโลยี

จะเข้าสู่ Metaverse ได้อย่างไร?

ในการเข้าสู่ Metaverse คุณมักจะต้องใช้สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือชุดหูฟังความเป็นจริงเสมือน จากนั้นคุณสามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชัน Metaverse ที่คุณสามารถสร้าง avatar สำรวจสภาพแวดล้อมเสมือนจริงและโต้ตอบกับผู้ใช้คนอื่นๆ ได้

Metaverse ฟรีหรือไม่?

การเข้าถึง Metaverse อาจเป็นแบบฟรีในบางแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชัน ในขณะที่บางแห่งอาจต้องเสียค่าสมัครสมาชิก การซื้อภายในแอป หรือใช้สกุลเงินเสมือนสำหรับคุณสมบัติคอนเทนต์เช่นเดียวกับการวิธีซื้อ Binance Coin (BNB)  หรือประสบการณ์บางอย่าง

Mark Zuckerberg เป็นเจ้าของ Metaverse หรือไม่?

Mark Zuckerberg ไม่ได้เป็นเจ้าของ Metaverse อย่างไรก็ตาม Facebook ซึ่งปัจจุบันคือ Meta Platforms เป็นหนึ่งในบริษัทที่ลงทุนอย่างหนักในการพัฒนา Metaverse

ใครเป็นเจ้าของ Metaverse?

Metaverse เป็นพื้นที่ดิจิทัลที่กระจายอำนาจและเชื่อมโยงกัน หมายความว่าไม่มีเจ้าของรายเดียว แต่ถูกกำหนดโดยการมีส่วนร่วมร่วมกันของนักพัฒนา ผู้ใช้ และองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรม

Metaverse จะดำรงอยู่ต่อไปได้หรือไม่?

ใช่ Metaverse ยังคงดำรงอยู่ในฐานะแนวคิด และมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการพัฒนาสภาพแวดล้อมเสมือนจริง แพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชัน

มี Metaverse กี่แห่ง?

ไม่มีจำนวน Metaverse ที่แน่นอน เนื่องจากแนวคิดนี้ครอบคลุมพื้นที่เสมือนจริง แพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชันที่หลากหลาย บริษัทและนักพัฒนาต่างๆ กำลังสร้างเวอร์ชันของ Metaverse ของตัวเอง ซึ่งแต่ละเวอร์ชันจะมีคุณสมบัติ ชุมชน และประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใคร

แหล่งอ้างอิง

  1. นิยาย Sci-Fi ปี 1992 เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Metaverse อย่างไร (CNBC)
  2. Facebook รีแบรนด์เป็น Meta Platforms (The Guardian)
  3. การใช้จ่ายเงินหลายพันล้านเพื่อยึดครองที่ดินดิจิทัล (BBC)
  4. VRChat เปิดตัวการสมัครสมาชิกแบบประหยัดสำหรับครีเอเตอร์ใน Metaverse (Business Wire)
  5. Travis Scott ร่วมแสดงในเกม Fortnite บน Metaverse  (BBC)
  6. ชีวิตที่สองสร้างความเป็นจริงเสมือนบน Metaverse (The Guardian)
  7. Minecraft ช่วยให้ผู้ใช้สามารถออกแบบและขายสินค้าเสมือนจริงได้ (Financial Times)
  8. การต่อสู้เพื่อเป็นผู้ให้บริการที่ดินบน Metaverse (Business Insider)
  9. Apple กำหนดเป้าหมายสินค้าที่มุ่งเน้นคริปโต บน Metaverse ( Yahoo Finance)
  10. Gucci ขายรองเท้าผ้าใบเสมือนจริงบน Metaverse (The Guardian)
  11. การสร้างชุมชนในโลกแห่งความเป็นจริงบน Metaverse (UN)
  12. การสร้างพื้นที่เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการประชุมงานได้ (Wired)